“รวมพลคนรักนก! นกเขาชวาแชมป์ดังทั่วอาเซียน บุกยะลา” ในงาน “มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน” ครั้งที่ 38 ประจำปี 2569
รายละเอียดข่าว (ไทย)
วันนี้ (4 เมษายน 2569) เทศบาลนครยะลาจัดงาน “มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน” ครั้งที่ 38 ประจำปี 2569 ณ สนามนกเขา สวนขวัญเมือง จังหวัดยะลา โดยมี นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานในพิธีชักเสารอกนกปฐมฤกษ์ ร่วมกับ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา พร้อมด้วยนางกัณทิมา นวลศรี ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (กระทรวงพาณิชย์) ส่วนราชการ และประชาชน รวมถึงกลุ่มผู้เลี้ยงนกเขาหรือ “ชวาวงศ์” ทั้งจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั่วทุกภูมิภาคของไทย และประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
สำหรับการแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 5 เมษายน 2569 มีการประกวด 4 ประเภทหลัก ได้แก่ เสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ และรุ่นดาวรุ่ง ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเวทีที่มีมาตรฐานการตัดสินสูงที่สุดแห่งหนึ่งในระดับสากล
บรรยากาศภายในงานกลุ่มผู้เลี้ยงนก มีการนำนกเข้าร่วมประชันเสียงกว่า 2,000 ตัว และมีกิจกรรมคู่ขนานเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ การแข่งขันนกกรงหัวจุก ชิงความเป็นหนึ่งด้านพลังเสียงและจังหวะ ณ สนามศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา (4 – 5 เมษายน) เทศกาลอาหารจานเด็ด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวบรวมเมนูพื้นถิ่นหายาก และอาหารมลายูโบราณ ณ สนามโรงพิธีช้างเผือก (3 – 5 เมษายน)
นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ (ประธานคณะกรรมการดำเนินงานฯ) ยอมรับว่า บรรยากาศบางส่วนอาจจะดูเงียบเหงาลงไปบ้าง เนื่องจากผู้เลี้ยงนกที่อยู่ห่างไกลต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งและการเดินทางที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในแง่ของศักยภาพและความเป็นศูนย์กลางอาเซียน นกเกรดพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงหรือมีดีกรีระดับแชมป์ จากทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงกรุงเทพฯ และภาคเหนือ ก็ยังคงเดินทางมาร่วมชิงชัยกันอย่างครบครัน
อย่างไรก็ดี ผู้จัดงานยังคงมั่นใจว่าตลาดการซื้อขายนกเขาชวา โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศจะยังคงคึกคักเหมือนเดิม เนื่องจากนกเขาชวาเสียงเป็นสัตว์เลี้ยงเชิงวัฒนธรรมที่มีมูลค่าในตัวเองและราคาไม่ได้ตกลงตามภาวะราคาน้ำมัน โดยคาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะสร้างเม็ดเงินสะพัดและเกิดการซื้อขายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 38 ปี มหกรรมนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เป็นกลไกสำคัญที่สามารถเชื่อมโยง “รากเหง้าทางวัฒนธรรม” เข้ากับ “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่” ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างลงตัวและยั่งยืน













